Tuesday, November 15, 2022
การเรียนครั้งที่ 9
วันนี้อาจารย์ให้ทำสรุปเป็นมายแมพแบบสั้นๆแต่ได้ใจความ เช่น ต้องไม่รู้ซับซ้อนเกินไป มีความสมดุลในชิ้นงาน เส้นที่ใช้ เชื่อมโยงระหว่างหัวข้อก็ควรที่จะเป็นสีเดียวกันและต้องแสดง ให้เห็นชัดๆว่าเป็นหัวข้อเดียวกัน ซึ่งข้อความในรูปมายแมพนั้น เราก็ควรจพใช้เนื้อหาสั่นๆที่มีความหมายยาวๆซ่อนอยู่เพื่อให้ผู้ อ่านเห็นและเข้าใจได้ชัด
การเรียนครั้งที่ 7
เริ่มวิชามาอาจารย์ได้ทํากิจกรรมกานเล่น กิจกรรมตามบทเพลงเพื่อคลายเคลียด เช่น เพลงที่ใช้เล่นกับ เด็กอนุบาล การเล่นเพลงเพื่อเรียกสติก่อนเรียนรู้ในคาบเรียน ต่อมมาอาจารย์ได้แจกกระดาษแผ่นใหญ่แผ่นล่ะกลุ่ม เพื่อนำไปท่า ชิ้นงาน 1.เด็กอายุ 1 ปี เริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ส่งเสียงเอะอะ ร่องเรียกให้หันมาสนใจ 2.เด็กช่วงอายุ 1-3 ขวบเป็นช่วงอายุที่เด็กเริ่มเป็นตัวของตัวเอง ไม่ ชอบให้ใครมาบังคับ เป็นวัยที่เด็กมีการพัฒนาด้านร่างกาย
การเรียนครั้งที่ 6
เด็กปฐมวัย
เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาในด้านไหนและมีการเรียนการสอนใน ด้านอะไรบ้างวิธีกาารเรียนรู้จะเน้นไปทางกิจกรรมมากกว่าการ เทศนาให้เด็กฟังเพราะหากถ้าทำเช่นนั้นเด็กจะไม่ฟังและไม่ สนใจสิ่งที่เรากำลังพูด เพราะฉะนั้นการสอนจะต้องมีการเต้นมี การร้องเพลงการทำกิจกรรมด้วยกันมีการขยับร่างกายมากกว่า การนั้งฟัง บรรยาการในห้องเรียนต้องไม่ลกหรือแคบเกินไป เพราะจะไม่สะดวกแก่การทำกิจกรรม อุณหภูมมิในห้องก็ต้องไม่ ร้อนหรือหนาวมากเกินไป การประเมินของปฐมวัยจะมีในทุกๆ ช่วงและทุกๆเวลา โดยการประเมิณจัดทำขึ้นเพื่อดูความเหมาะ สมของเด็กๆและครูผู้สอนว่าปฏิบัติถูกหรือเหมาะสมหรือไม่การนั่งฟัง บรรยาการในห้องเรียนต้องไม่ลกหรือแคบเกินไป เพราะจะไม่สะดวกแก่การทำกิจกรรม อุณหภูมมิในห้องก็ต้องไม่ ร้อนหรือหนาวมากเกินไป การประเมินของปฐมวัยจะมีในทุกๆ ช่วงและทุกๆเวลา โดยการประเมิณจัดทำขึ้นเพื่อดูความเหมาะ สมของเด็กๆและครูผู้สอนว่าปฏิบัติถูกหรือเหมาะสมหรือไม่
การเรียนครั้งที่ 5
สรุปการเรียนรู้การเลี้ยงดูแบบต่างๆ
1.การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่
การเลี้ยงดูที่ผู้ปกครองเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองเรียนรู้ได้ ลองทดลองทำสิ่งต่าง ๆ รวมถึงเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ ตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยมีการวางกรอบ หรือกฎกติกากว้าง ๆ ให้เด็กทําตาม เพื่อให้ความคิด และการแสดงออกทาง พฤติกรรมของพวกเขายังอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และ เป็นที่ยอมรับของสังคม ผู้ปกครองที่มีการเลี้ยงดูเด็ก ๆ ใน รูปแบบนี้ มักจะมีความคาดหวังในตัวของเด็ก ๆ สูง แต่จะ ไม่เคร่งครัดกับเด็กจนมากเกินไป และจะมีการมอบความรัก ความห่วงใย รวมถึงให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก ๆ ได้อย่าง เหมาะสม เด็กเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูด้วยสภาพ แวดล้อมเช่นนี้ จะส่งผลให้พวกเขากลายเป็นคนที่มีความ เชื่อมั่นในตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเอง มองโลกในแง่ดี มี ความสุข และสามารถควบคุมจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ เมื่อเจอปัญหา และอุปสรรคพวกเขาจะสามารถก้าวข้ามผ่าน สิ่งเหล่านั้นได้ในท้ายที่สุด
2.การอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวด การเลี้ยงดูที่ผู้ปกครองมีความเข้มงวดต่อเด็กเป็นอย่าง มาก มีการวางระบบ และกฎเกณฑ์ที่เด็กต้องทำตามอย่าง ชัดเจน และต้องการให้เด็ก ๆ ทําตามโดยไม่มีข้อแม้ และผู้ ปกครองที่อยู่ในกลุ่มนี้แทบจะไม่มีการอธิบายถึงเหตุผลให้ เด็ก ๆ ฟังเลยว่าเพราะอะไรพวกเขาถึงต้องทำตามกฎเกณฑ์ เหล่านี้ ทําไปแล้วจะเกิดผลดีอะไรกับพวกเขาบ้าง หรือหาก ไม่ทําตามจะส่งผลเสียอะไรต่อตัวของพวกเขา เด็กเติบโต ขึ้นมาจากการเลี้ยงดูด้วยสภาพแวดล้องเช่นนี้จะส่งผลให้ พวกเขากลายเป็นคนที่ว่านอนสอนง่าย แต่มีความก้าวร้าว ซ้อนลึกอยู่ภายใน เป็นเด็กขี้อาย ขี้กลัว รวมถึงเป็นเด็กที่ ปรับตัวได้ยากเมื่อต้องพบเจอสภาพแวดล้อม หรือสภาพ สังคมใหม่ ๆ แถมเด็ก ๆ เหล่านี้จะมีความอ่อนไหวทาง อารมณ์ค่อนข้างสูง
3.การอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ การเลี้ยงดูที่ผู้ปกครองที่ผู้ปกครองให้ความรัก และการ สนับสนุนต่อตัวของเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก และจะไม่มีการ กําหนดขอบเขตของการสนับสนุนต่อตัวเด็ก ๆ ผู้ปกครอง ในกลุ่มนี้จะพยายามหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกต้องการมาให้ โดยไม่มีข้อแม้ เมื่อมีการตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาก็ไม่สามารถ ใช้กฎเกณฑ์เหล่านั้นกับเด็ก ๆ ได้เนื่องจากความใจอ่อน ของตัวเอง เด็กเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูด้วยสภาพ แวดล้อมเช่นนี้จะส่งผลให้พวกเขากลายเป็นคนที่ไม่มี ระเบียบวินัยในตัวเอง ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่รู้จักการ เสียสละ เพราะพวกเขาเคยเป็นแต่ผู้รับเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอดทนรอคอยอะไรนาน ๆ ได้มีการยึดตัวเอง เป็นศูนย์กลาง และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ยาก
4.การเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย การเลี้ยงดูที่ผู้ปกครองจะไม่ค่อยให้ความสนใจ ใส่ใจ หรือไม่ค่อยได้ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ๆ เวลาที่ เด็ก ๆ ต้องการพูดคุย หรือถามในสิ่งที่ตนเองสงสัย ผู้ ปกครองในกลุ่มนี้จะไม่ค่อยได้ให้ความสนใจในการพูดคุย และตอบข้อสงสัยเหล่านั้นของเด็ก เมื่อลูกมีพัฒนาการที่ยัง ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย หรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่ควรได้ รับการแก้ไข ก็ไม่มีความสนใจที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขพฤติกรรมเด็กเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูด้วย สภาพแวดล้อมเช่นนี้จะส่งผลให้พวกเขากลายเป็นคนที่มอง โลกในแง่ร้าย เป็นคนเก็บกด อาจมีปัญหาด้านพัฒนาการ มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ไว้วางใจผู้อื่น และอาจเสี่ยงมี พฤติกรรมที่ไม่เหมาะในอนาคตได้ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย หรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่ควรได้ รับการแก้ไข ก็ไม่มีความสนใจที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขพฤติกรรมเด็กเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูด้วย สภาพแวดล้อมเช่นนี้จะส่งผลให้พวกเขากลายเป็นคนที่มอง โลกในแง่ร้าย เป็นคนเก็บกด อาจมีปัญหาด้านพัฒนาการ มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ไว้วางใจผู้อื่น และอาจเสี่ยงมี พฤติกรรมที่ไม่เหมาะในอนาคตได้
Monday, August 1, 2022
การเรียนครั้งที่ 4
วันนี้อาจารย์ให้ทำสื่อการสอน ที่สามารถใช้ได้ทั้ง เล่านิทาน ร้องเพลง และอีกหลายอย่าง ที่ทำให้เด็กได้มีพัฒนาการทางสมองและร่างกาย อาจารย์ให้ทำ 2 แบบ แบบแรกอาจารย์จะให้ตัวอย่างมาระบายสีก่อน ส่วนแบบที่สองให้นักศึกษาออกแบบเอง
แบบที่ 1 ตัวอย่างของอาจารย์
แบบที่ 2 นักศึกษาออกแบบเอง
Monday, July 18, 2022
การเรียนครั้งที่ 3
การเรียนครั้งที่ 3
วันนี้อาจารย์ได้ให้จับกลุ่มทำเนื้อหาของเพลงกล่อมเด็ก แล้วให้มานำเสนอหน้าชั้นเรียน ได้เรียนรู้ว่าควรที่จะต้องหาเพลงที่เหมาะสมและเป็นเพลงที่ทำให้เด็กรู้สึกหลับได้ง่ายขึ้น ได้เรียนรู้เกี่ยวกับท่วงทำนองที่ต้องขับร้องออกมา ควรมีความช้าและไพเราะ วันนี้ได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์หลายอย่างค่ะ มีความสุขและได้เรียนรู้มากขึ้น
กิจกรรมของเล่น
-เด็กได้รับรู้จากการนำสิ่งของเหลือใช้มาประดิษฐ์ -รู้จักการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อของเล่นใหม่ -เด็กได้รู้จักแรงลมและการเคลื่อนไหวจากลมใ...
-
เริ่มวิชามาอาจารย์ได้ทํากิจกรรมกานเล่น กิจกรรมตามบทเพลงเพื่อคลายเคลียด เช่น เพลงที่ใช้เล่นกับ เด็กอนุบาล การเล่นเพลงเพื่อเรียกสติก่อนเรียนรู...
-
พัฒนาการเด็กปฐมวัย พัฒนาการด้านร่างกาย กลีเซล 1.พฤติกรรมการเคลื่อนไหว 2.พฤติกรรมทางการปรับตัว 3.พฤติกรรมทางด้านภาษา 4.พฤติกรรมทางการส่...
-
รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind's Parenting Styles Baumrind ได้เสนอมิติสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมของบิดา ม...







