-เด็กได้รับรู้จากการนำสิ่งของเหลือใช้มาประดิษฐ์
-รู้จักการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อของเล่นใหม่
-เด็กได้รู้จักแรงลมและการเคลื่อนไหวจากลมในลูกโปร่ง
แฟ้มสะสมงานการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
-เด็กได้รับรู้จากการนำสิ่งของเหลือใช้มาประดิษฐ์
-รู้จักการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อของเล่นใหม่
-เด็กได้รู้จักแรงลมและการเคลื่อนไหวจากลมในลูกโปร่ง
วันนี้อาจารย์ได้สรุปการเรียนการสอนทั้งหมดที่สอนมาทั้งหมด และได้นัดแนะการส่งงานทั้งหมดว่าครบกำหนดส่งได้ถึงวันไหน และสรุปแนวข้อสอบให้ฟังว่าแนวทางข้อสอบออกประมาณไหน และได้บอกระเบียบการแต่งกายและบอกว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง ที่ต้องใช้ในห้องสอบ
พัฒนาการเด็กปฐมวัย พัฒนาการด้านร่างกาย
กลีเซล
1.พฤติกรรมการเคลื่อนไหว
2.พฤติกรรมทางการปรับตัว
3.พฤติกรรมทางด้านภาษา
4.พฤติกรรมทางการส่วนตัวและสังคม พัฒนาการด้านสติปัญญา
เพียเจต์
1.ประสาทการรับรู้และเคลื่อนไหว (0-2ปี)
2.ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (2-7ปี)
3.ขั้นปฏิบัติการคิดแบบรูปธรรม (7-11ปี)
4.ขั้นปฏิบัติการคิดแบบนามธรรม (12ปีขึ้นไป) พัฒนาการด้านสังคม
อีริคสัน
1.ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจไม่วางใจ(แรกเกิด-2ปี)
2.ความเป็นตัวเองและละอายและสงสัย(2-4ปี)
3.คิดริเริ่มความรู้สึกผิด(4-5ปี)
4.ความขยันและความรู้สึกต่ำต้อย(5-12ปี)
5.ความเป็นอัตลักษณ์และสับสนในบทบาท(13-19ปี)
6.ความใกล้ชิดและอ้างว้าง20-40ปี)
7.การสืบทอดและการคิดถึงตัวเอง(40-45ปี)
8.ความสมบูรณ์ในชีวิตและความสิ้นหวัง(65ปีขึ้นไป)
พัฒนาการด้านจิตใจ
ฟอยด์
1.แสวงหาความสุขจากอวัยวะปาก(0-1ปี)
2. แสวงหาความสุขจากทวารหนัก(1-3ปี)
3.แสวงหาความสุขจากอวัยวะเพศ(3-6ปี)
4.แสวงหาความสุขจากสิ่งแวดล้อม(9-13ปี)
5.แรงขับเคลื่อนจากเพศ
โคลเบิร์ก
1.ก่อนมีจริยธรรมหรือเกณฑ์สังคม
2.จริยธรรมตามสังคม
3.ระดับเหนือกฎเกณ์สังคม
สรุปการเรียนรู้ อาจา พูดถึงการร้องเพลงว่าควรร้องให้เด็กฟังยังไงให้เด็กมี พัฒนาการที่ดีที่สุดต่อมาอาจารยได้ตั้งคำถามกับนักศึกษาว่า ทําอย่างไรให้เด็กไม่เบื่อเพลง ค่าตอบก็คือการเปลี่ยนแปลงเนื้อ เพลงเพียงเล็กน้อยและคงทํานองและเอกลักษณ์เอาไว้ เด็กก็จะ ไม่เบื่อเพลง ต่อมาอาจารย์ได้ให้กระดาษคนละแผ่นและจับกลุ่ม 1 กลุ่มจะมี 3 คน และบ้างกลุ่มจะมี 2 คน อาจายร์ได้ตั้งหัวข้อ กลางกระดาษว่า "พัฒนาการของเด็กปฐมวัย " อาจารย์ให้แบ่ง เป็น 4 หัวข้อใหญ่ๆ และให้นำทฤษฎีต่างๆ นำมาวางใส่ เช่น fiued, kohlberg, erikson, piaget
อาจาย์ได้แจกกระดาษและให้ค้นคว้าหาหาข้อมูลตามที่กำหนด ให้ 3R Reading-อ่านออก (W)Riting-เขียนได้ (A)Rithmatic-มีทักษะในการคำนวณ 8 ค Critical Thinking and Problem Solving : มีทักษะในการคิด วิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้ Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง นวัตกรรมCritical Thinking and Problem Solving : มีทักษะในการคิด วิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้ Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง นวัตกรรม Collaboration Teamwork and Leadership : ความร่วมมือ การ ทํางานเป็นทีม และภาวะผู้นํา Communication Information and Media Literacy : ทักษะใน การสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทาง วัฒนธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม Computing and ICT Literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และ การรู้เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งเยาวชนในยุคปัจจุบันมีความ สามารถด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอย่างมากหรือเป็น Native Digital ส่วนคนรุ่นเก่าหรือผู้สูงอายเปรียบเสมือนเป็นCommunication Information and Media Literacy : ทักษะใน การสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทาง วัฒนธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม Computing and ICT Literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และ การรู้เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งเยาวชนในยุคปัจจุบันมีความ สามารถด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอย่างมากหรือเป็น Native Digital ส่วนคนรุ่นเก่าหรือผู้สูงอายุเปรียบเสมือนเป็น Immigrant Digital แต่เราต้องไม่อายที่จะเรียนรู้แม้ว่าจะสูงอายุ แล้วก็ตาม Career and Learning Skills : ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้ Compassion : มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบียบวินัย ซึ่งเป็น คุณลักษณะพื้นฐานสำคัญของทักษะขั้นต้นทั้งหมด และเป็น คุณลักษณะที่เด็กไทยจําเป็นต้องมี
รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind's Parenting Styles Baumrind ได้เสนอมิติสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมของบิดา มารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรว่า ประกอบด้วย 2 มิติ คือ 1) มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา และ 2) มิติการตอบ สนองความ รู้สึกเด็ก จากการผสมผสาน 2 มิติ ทำให้ Baumrind จัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (ควบคุมและตอบสนองความรู้สึก เด็ก) 2) รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมแต่ไม่ ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) และ 3) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบ ตามใจ (ไม่ควบคุมแต่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ เพิ่มเติมรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูแบบที่ 4 คือ 4) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ไม่ ควบคุม และไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) จากการประมวลงาน วิจัยทั้งในและนอกประเทศพบสอดคล้องกันว่า รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพสามารถหล่อหลอมให้เด็กและ เยาวชนเป็นผู้มีความสามารถ ในการปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความสามารถในการกำกับตนเอง และมี ความฉลาดทางอารมณ์ คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบ เอาใจใส่รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของ Diana Baumrind รูป แบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบควบคุม รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ รูปแบบ การ อบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง
-เด็กได้รับรู้จากการนำสิ่งของเหลือใช้มาประดิษฐ์ -รู้จักการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อของเล่นใหม่ -เด็กได้รู้จักแรงลมและการเคลื่อนไหวจากลมใ...