Tuesday, November 15, 2022

กิจกรรมของเล่น

 -เด็กได้รับรู้จากการนำสิ่งของเหลือใช้มาประดิษฐ์ 

-รู้จักการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อของเล่นใหม่ 

-เด็กได้รู้จักแรงลมและการเคลื่อนไหวจากลมในลูกโปร่ง

การเรียนครั้งที่ 16

 วันนี้อาจารย์ได้สรุปการเรียนการสอนทั้งหมดที่สอนมาทั้งหมด และได้นัดแนะการส่งงานทั้งหมดว่าครบกำหนดส่งได้ถึงวันไหน และสรุปแนวข้อสอบให้ฟังว่าแนวทางข้อสอบออกประมาณไหน และได้บอกระเบียบการแต่งกายและบอกว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง ที่ต้องใช้ในห้องสอบ

การเรียนครั้งที่ 15

 พัฒนาการเด็กปฐมวัย พัฒนาการด้านร่างกาย 

กลีเซล 

1.พฤติกรรมการเคลื่อนไหว 

2.พฤติกรรมทางการปรับตัว 

3.พฤติกรรมทางด้านภาษา 

4.พฤติกรรมทางการส่วนตัวและสังคม พัฒนาการด้านสติปัญญา

เพียเจต์ 

1.ประสาทการรับรู้และเคลื่อนไหว (0-2ปี) 

2.ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (2-7ปี) 

3.ขั้นปฏิบัติการคิดแบบรูปธรรม (7-11ปี) 

4.ขั้นปฏิบัติการคิดแบบนามธรรม (12ปีขึ้นไป) พัฒนาการด้านสังคม 

อีริคสัน 

1.ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจไม่วางใจ(แรกเกิด-2ปี)

2.ความเป็นตัวเองและละอายและสงสัย(2-4ปี) 

3.คิดริเริ่มความรู้สึกผิด(4-5ปี) 

4.ความขยันและความรู้สึกต่ำต้อย(5-12ปี) 

5.ความเป็นอัตลักษณ์และสับสนในบทบาท(13-19ปี) 

6.ความใกล้ชิดและอ้างว้าง20-40ปี) 

7.การสืบทอดและการคิดถึงตัวเอง(40-45ปี) 

8.ความสมบูรณ์ในชีวิตและความสิ้นหวัง(65ปีขึ้นไป) 

พัฒนาการด้านจิตใจ

ฟอยด์ 

1.แสวงหาความสุขจากอวัยวะปาก(0-1ปี) 

2. แสวงหาความสุขจากทวารหนัก(1-3ปี) 

3.แสวงหาความสุขจากอวัยวะเพศ(3-6ปี) 

4.แสวงหาความสุขจากสิ่งแวดล้อม(9-13ปี) 

5.แรงขับเคลื่อนจากเพศ 

โคลเบิร์ก 

1.ก่อนมีจริยธรรมหรือเกณฑ์สังคม 

2.จริยธรรมตามสังคม 

3.ระดับเหนือกฎเกณ์สังคม

การเรียนครั้งที่ 14

 สรุปการเรียนรู้ อาจา พูดถึงการร้องเพลงว่าควรร้องให้เด็กฟังยังไงให้เด็กมี พัฒนาการที่ดีที่สุดต่อมาอาจารยได้ตั้งคำถามกับนักศึกษาว่า ทําอย่างไรให้เด็กไม่เบื่อเพลง ค่าตอบก็คือการเปลี่ยนแปลงเนื้อ เพลงเพียงเล็กน้อยและคงทํานองและเอกลักษณ์เอาไว้ เด็กก็จะ ไม่เบื่อเพลง ต่อมาอาจารย์ได้ให้กระดาษคนละแผ่นและจับกลุ่ม 1 กลุ่มจะมี 3 คน และบ้างกลุ่มจะมี 2 คน อาจายร์ได้ตั้งหัวข้อ กลางกระดาษว่า "พัฒนาการของเด็กปฐมวัย " อาจารย์ให้แบ่ง เป็น 4 หัวข้อใหญ่ๆ และให้นำทฤษฎีต่างๆ นำมาวางใส่ เช่น fiued, kohlberg, erikson, piaget

การเรียนครั้งที่ 13

 อาจาย์ได้แจกกระดาษและให้ค้นคว้าหาหาข้อมูลตามที่กำหนด ให้ 3R Reading-อ่านออก (W)Riting-เขียนได้ (A)Rithmatic-มีทักษะในการคำนวณ 8 ค Critical Thinking and Problem Solving : มีทักษะในการคิด วิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้ Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง นวัตกรรมCritical Thinking and Problem Solving : มีทักษะในการคิด วิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้ Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิง นวัตกรรม Collaboration Teamwork and Leadership : ความร่วมมือ การ ทํางานเป็นทีม และภาวะผู้นํา Communication Information and Media Literacy : ทักษะใน การสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทาง วัฒนธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม Computing and ICT Literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และ การรู้เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งเยาวชนในยุคปัจจุบันมีความ สามารถด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอย่างมากหรือเป็น Native Digital ส่วนคนรุ่นเก่าหรือผู้สูงอายเปรียบเสมือนเป็นCommunication Information and Media Literacy : ทักษะใน การสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทาง วัฒนธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม Computing and ICT Literacy : ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และ การรู้เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งเยาวชนในยุคปัจจุบันมีความ สามารถด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอย่างมากหรือเป็น Native Digital ส่วนคนรุ่นเก่าหรือผู้สูงอายุเปรียบเสมือนเป็น Immigrant Digital แต่เราต้องไม่อายที่จะเรียนรู้แม้ว่าจะสูงอายุ แล้วก็ตาม Career and Learning Skills : ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้ Compassion : มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบียบวินัย ซึ่งเป็น คุณลักษณะพื้นฐานสำคัญของทักษะขั้นต้นทั้งหมด และเป็น คุณลักษณะที่เด็กไทยจําเป็นต้องมี

การเรียนครั้งที่ 12

 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind's Parenting Styles Baumrind ได้เสนอมิติสำคัญในการอธิบายพฤติกรรมของบิดา มารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรว่า ประกอบด้วย 2 มิติ คือ 1) มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา และ 2) มิติการตอบ สนองความ รู้สึกเด็ก จากการผสมผสาน 2 มิติ ทำให้ Baumrind จัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (ควบคุมและตอบสนองความรู้สึก เด็ก) 2) รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมแต่ไม่ ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) และ 3) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบ ตามใจ (ไม่ควบคุมแต่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ เพิ่มเติมรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูแบบที่ 4 คือ 4) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ไม่ ควบคุม และไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) จากการประมวลงาน วิจัยทั้งในและนอกประเทศพบสอดคล้องกันว่า รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพสามารถหล่อหลอมให้เด็กและ เยาวชนเป็นผู้มีความสามารถ ในการปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความสามารถในการกำกับตนเอง และมี ความฉลาดทางอารมณ์ คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบ เอาใจใส่รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของ Diana Baumrind รูป แบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบควบคุม รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ รูปแบบ การ อบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง

การเรียนครั้งที่ 11




 กิจกรรมที่ 11 การสร้าง เริ่มต้นวิชามาอาจารย์จะถามนักศึกษาและตรวจดูงานว่ากลุ่ม ไหนจะเลือกประดิษฐ์ชิ้นงานไหนและตรวจสอบอุปกรณ์ว่ามีครบ มั้ยและขาดอะไร ลงมือเริ่มทำงานเสร็จอาจารย์ก็เรียกรวมและตรวจสอบของเล่น ของกลุ่มนั้นๆพร้อมให้บออกวิธีการเล่น

การเรียนครั้งที่ 10




 

การเรียนครั้งที่ 9


วันนี้อาจารย์ให้ทำสรุปเป็นมายแมพแบบสั้นๆแต่ได้ใจความ เช่น ต้องไม่รู้ซับซ้อนเกินไป มีความสมดุลในชิ้นงาน เส้นที่ใช้ เชื่อมโยงระหว่างหัวข้อก็ควรที่จะเป็นสีเดียวกันและต้องแสดง ให้เห็นชัดๆว่าเป็นหัวข้อเดียวกัน ซึ่งข้อความในรูปมายแมพนั้น เราก็ควรจพใช้เนื้อหาสั่นๆที่มีความหมายยาวๆซ่อนอยู่เพื่อให้ผู้ อ่านเห็นและเข้าใจได้ชัด

การเรียนครั้งที่ 7




เริ่มวิชามาอาจารย์ได้ทํากิจกรรมกานเล่น กิจกรรมตามบทเพลงเพื่อคลายเคลียด เช่น เพลงที่ใช้เล่นกับ เด็กอนุบาล การเล่นเพลงเพื่อเรียกสติก่อนเรียนรู้ในคาบเรียน ต่อมมาอาจารย์ได้แจกกระดาษแผ่นใหญ่แผ่นล่ะกลุ่ม เพื่อนำไปท่า ชิ้นงาน 1.เด็กอายุ 1 ปี เริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ส่งเสียงเอะอะ ร่องเรียกให้หันมาสนใจ 2.เด็กช่วงอายุ 1-3 ขวบเป็นช่วงอายุที่เด็กเริ่มเป็นตัวของตัวเอง ไม่ ชอบให้ใครมาบังคับ เป็นวัยที่เด็กมีการพัฒนาด้านร่างกาย


การเรียนครั้งที่ 6

 เด็กปฐมวัย 

เด็กปฐมวัยมีการพัฒนาในด้านไหนและมีการเรียนการสอนใน ด้านอะไรบ้างวิธีกาารเรียนรู้จะเน้นไปทางกิจกรรมมากกว่าการ เทศนาให้เด็กฟังเพราะหากถ้าทำเช่นนั้นเด็กจะไม่ฟังและไม่ สนใจสิ่งที่เรากำลังพูด เพราะฉะนั้นการสอนจะต้องมีการเต้นมี การร้องเพลงการทำกิจกรรมด้วยกันมีการขยับร่างกายมากกว่า การนั้งฟัง บรรยาการในห้องเรียนต้องไม่ลกหรือแคบเกินไป เพราะจะไม่สะดวกแก่การทำกิจกรรม อุณหภูมมิในห้องก็ต้องไม่ ร้อนหรือหนาวมากเกินไป การประเมินของปฐมวัยจะมีในทุกๆ ช่วงและทุกๆเวลา โดยการประเมิณจัดทำขึ้นเพื่อดูความเหมาะ สมของเด็กๆและครูผู้สอนว่าปฏิบัติถูกหรือเหมาะสมหรือไม่การนั่งฟัง บรรยาการในห้องเรียนต้องไม่ลกหรือแคบเกินไป เพราะจะไม่สะดวกแก่การทำกิจกรรม อุณหภูมมิในห้องก็ต้องไม่ ร้อนหรือหนาวมากเกินไป การประเมินของปฐมวัยจะมีในทุกๆ ช่วงและทุกๆเวลา โดยการประเมิณจัดทำขึ้นเพื่อดูความเหมาะ สมของเด็กๆและครูผู้สอนว่าปฏิบัติถูกหรือเหมาะสมหรือไม่

การเรียนครั้งที่ 5


 สรุปการเรียนรู้การเลี้ยงดูแบบต่างๆ

1.การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ 

การเลี้ยงดูที่ผู้ปกครองเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองเรียนรู้ได้ ลองทดลองทำสิ่งต่าง ๆ รวมถึงเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ ตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยมีการวางกรอบ หรือกฎกติกากว้าง ๆ ให้เด็กทําตาม เพื่อให้ความคิด และการแสดงออกทาง พฤติกรรมของพวกเขายังอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และ เป็นที่ยอมรับของสังคม ผู้ปกครองที่มีการเลี้ยงดูเด็ก ๆ ใน รูปแบบนี้ มักจะมีความคาดหวังในตัวของเด็ก ๆ สูง แต่จะ ไม่เคร่งครัดกับเด็กจนมากเกินไป และจะมีการมอบความรัก ความห่วงใย รวมถึงให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก ๆ ได้อย่าง เหมาะสม เด็กเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูด้วยสภาพ แวดล้อมเช่นนี้ จะส่งผลให้พวกเขากลายเป็นคนที่มีความ เชื่อมั่นในตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเอง มองโลกในแง่ดี มี ความสุข และสามารถควบคุมจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ เมื่อเจอปัญหา และอุปสรรคพวกเขาจะสามารถก้าวข้ามผ่าน สิ่งเหล่านั้นได้ในท้ายที่สุด

2.การอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวด การเลี้ยงดูที่ผู้ปกครองมีความเข้มงวดต่อเด็กเป็นอย่าง มาก มีการวางระบบ และกฎเกณฑ์ที่เด็กต้องทำตามอย่าง ชัดเจน และต้องการให้เด็ก ๆ ทําตามโดยไม่มีข้อแม้ และผู้ ปกครองที่อยู่ในกลุ่มนี้แทบจะไม่มีการอธิบายถึงเหตุผลให้ เด็ก ๆ ฟังเลยว่าเพราะอะไรพวกเขาถึงต้องทำตามกฎเกณฑ์ เหล่านี้ ทําไปแล้วจะเกิดผลดีอะไรกับพวกเขาบ้าง หรือหาก ไม่ทําตามจะส่งผลเสียอะไรต่อตัวของพวกเขา เด็กเติบโต ขึ้นมาจากการเลี้ยงดูด้วยสภาพแวดล้องเช่นนี้จะส่งผลให้ พวกเขากลายเป็นคนที่ว่านอนสอนง่าย แต่มีความก้าวร้าว ซ้อนลึกอยู่ภายใน เป็นเด็กขี้อาย ขี้กลัว รวมถึงเป็นเด็กที่ ปรับตัวได้ยากเมื่อต้องพบเจอสภาพแวดล้อม หรือสภาพ สังคมใหม่ ๆ แถมเด็ก ๆ เหล่านี้จะมีความอ่อนไหวทาง อารมณ์ค่อนข้างสูง

3.การอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ การเลี้ยงดูที่ผู้ปกครองที่ผู้ปกครองให้ความรัก และการ สนับสนุนต่อตัวของเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก และจะไม่มีการ กําหนดขอบเขตของการสนับสนุนต่อตัวเด็ก ๆ ผู้ปกครอง ในกลุ่มนี้จะพยายามหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกต้องการมาให้ โดยไม่มีข้อแม้ เมื่อมีการตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาก็ไม่สามารถ ใช้กฎเกณฑ์เหล่านั้นกับเด็ก ๆ ได้เนื่องจากความใจอ่อน ของตัวเอง เด็กเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูด้วยสภาพ แวดล้อมเช่นนี้จะส่งผลให้พวกเขากลายเป็นคนที่ไม่มี ระเบียบวินัยในตัวเอง ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่รู้จักการ เสียสละ เพราะพวกเขาเคยเป็นแต่ผู้รับเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอดทนรอคอยอะไรนาน ๆ ได้มีการยึดตัวเอง เป็นศูนย์กลาง และอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ยาก

4.การเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย การเลี้ยงดูที่ผู้ปกครองจะไม่ค่อยให้ความสนใจ ใส่ใจ หรือไม่ค่อยได้ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ๆ เวลาที่ เด็ก ๆ ต้องการพูดคุย หรือถามในสิ่งที่ตนเองสงสัย ผู้ ปกครองในกลุ่มนี้จะไม่ค่อยได้ให้ความสนใจในการพูดคุย และตอบข้อสงสัยเหล่านั้นของเด็ก เมื่อลูกมีพัฒนาการที่ยัง ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย หรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่ควรได้ รับการแก้ไข ก็ไม่มีความสนใจที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขพฤติกรรมเด็กเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูด้วย สภาพแวดล้อมเช่นนี้จะส่งผลให้พวกเขากลายเป็นคนที่มอง โลกในแง่ร้าย เป็นคนเก็บกด อาจมีปัญหาด้านพัฒนาการ มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ไว้วางใจผู้อื่น และอาจเสี่ยงมี พฤติกรรมที่ไม่เหมาะในอนาคตได้ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย หรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่ควรได้ รับการแก้ไข ก็ไม่มีความสนใจที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขพฤติกรรมเด็กเติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูด้วย สภาพแวดล้อมเช่นนี้จะส่งผลให้พวกเขากลายเป็นคนที่มอง โลกในแง่ร้าย เป็นคนเก็บกด อาจมีปัญหาด้านพัฒนาการ มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ไว้วางใจผู้อื่น และอาจเสี่ยงมี พฤติกรรมที่ไม่เหมาะในอนาคตได้


กิจกรรมของเล่น

 -เด็กได้รับรู้จากการนำสิ่งของเหลือใช้มาประดิษฐ์  -รู้จักการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อของเล่นใหม่  -เด็กได้รู้จักแรงลมและการเคลื่อนไหวจากลมใ...